ผสมปุ๋ย

ปุ๋ยและการใช้ปุ๋ย

batguano_ole1ความหมายของปุ๋ย

พระราชบัญญัติปุ๋ย พ . ศ.2518 ได้ให้คำจำกัดความไว้ คือ เป็นสารอินทรีย์หรืออนินทรีย์ไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติหรือทำขึ้นก็ตาม สำหรับใช้เป็นธาตุอาหารแก่พืชได้ ไม่ว่าโดยวิธีใด หรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในดินเพื่อบำรุงความเติบโตแก่พืช

การจำแนกประเภทของปุ๋ย

โดยทั่วไปปุ๋ยแบ่งออกเป็นสองประเภทคือ ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์

1. ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยพวกนี้ ได้แก่ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด น้ำหมักชีวภาพ และวัสดุเหลือใช้จากโรงงานอุตสาหกรรมบางชนิดซึ่งเป็นพวกอินทรียสาร

ปุ๋ยคอก ปุ๋ยคอกที่สำคัญ ได้แก่ ขี้หมู ขี้เป็ด ขี้ไก่ ฯลฯ
ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพวกนี้ ได้แก่ ปุ๋ยที่เราได้จากการหมักเศษพืช เช่น หญ้าแห้ง ใบไม้ ฟางข้าว ฯลฯ ให้เน่าเปื่อยเสียก่อนจึงนำไปใส่ในดินเป็นปุ๋ย
ปุ๋ยพืชสด เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากการปลูกพืชบำรุงดิน ซึ่งได้แก่ พืชตระกูลถั่ว
น้ำหมักชีวภาพ
2. ปุ๋ยเคมี หรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ปุ๋ยพวกนี้เป็นปุ๋ยที่ได้มาจากการผลิตหรือสังเคราะห์ทางอุตสาหกรรมจากแร่ธาตุต่าง ๆ ที่ได้ตามธรรมชาติ หรือเป็นผลพลอยได้ของโรงงานอุตสาหกรรมบางชนิด ปุ๋ยเคมีมีอยู่ 2 ประเภท คือ

ปุ๋ยเดี่ยวหรือแม่ปุ๋ย ได้แก่ ปุ๋ยพวกแอมโมเนียมซัลเฟต โพแทสเซียมคลอไรด์ ฯลฯ ซึ่งเป็นสารประกอบทางเคมี มีธาตุอาหาร ปุ๋ยคือ N หรือ P หรือ K เป็นองค์ประกอบอยู่ด้วยหนึ่งหรือสองธาตุแล้วแต่ชนิดของสารประกอบที่เป็นแม่ปุ๋ยนั้น ๆ
ปุ๋ยผสม ได้แก่ ปุ๋ยที่มีการนำเอาแม่ปุ๋ยหลาย ๆ ชนิดมาผสมรวมกัน เพื่อให้ปุ๋ยที่ผสมได้มีปริมาณและสัดส่วนของธาตุอาหาร N P และ K ตามที่ต้องการ

สมบัติบางประการของปุ๋ยเคมี

ปุ๋ยเคมีแต่ละชนิดมีสมบัติแตกต่างกันไป การพิจารณาว่าปุ๋ยชนิดใดมีสมบัติเหมาะกับวัตถุประสงค์และเหตุการณ์เป็นเรื่องที่สำคัญในการใช้ปุ๋ยให้มีประสิทธิภาพ และจะช่วยให้รู้จักเกี่ยวกับการเก็บรักษาปุ๋ยเหล่านี้ไว้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

เรโชปุ๋ย (fertilizer ratio) หมายถึง สัดส่วนอย่างต่ำซึ่งเป็นเลขลงตัวน้อยๆ ระหว่างปริมาณของไนโตรเจนทั้งหมด ฟอสฟอริกแอซิดที่เป็นประโยชน์ และโพแตสเซียมที่ละลายน้ำได้ ซึ่งมีอยู่ในปุ๋ย อาทิเช่น ปุ๋ยสูตร 15-10-5 จะมีเรโชระหว่าง N : P 2O 5 : K 2O เท่ากับ 3 : 2 : 1

ปุ๋ยธาตุอาหารไม่ครบ (incomplete fertilizer) ได้แก่ ปุ๋ยที่มีธาตุปุ๋ยไม่ครบทั้งสามธาตุ

ปุ๋ยธาตุอาหารครบ (complete fertilizer) ได้แก่ ปุ๋ยที่มีธาตุปุ๋ยครบทั้งสามธาตุ

ปุ๋ยเป็นกรด (acid forming fertilizer) ได้แก่ ปุ๋ยที่ใส่ลงไปในดินติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจะให้ผลตกค้างของความเป็นกรดเกิดขึ้นกับดินนั้น

ปุ๋ยเป็นด่าง (basic forming fertilizer) ได้แก่ ปุ๋ยที่ใส่ลงไปในดินติดต่อกันระยะเวลาหนึ่งแล้วมีผลทำให้ดินมีปฏิกิริยาเป็นด่างมากขึ้น

สารเติมน้ำหนัก (filler) ได้แก่ สารที่ใส่ลงไปในปุ๋ยผสมเพื่อปรับน้ำหนักของปุ๋ยผสมให้ครบร้อยหน่วยน้ำหนัก และทำให้ปุ๋ยผสมนั้นมีสูตรตามต้องการ

การคำนวณปุ๋ย
fertilizer formula ตำรับผสมปุ๋ย : ปริมาณของแม่ปุ๋ยเกรดต่าง ๆ ที่ต้องนำมาใช้เพื่อผลิตปุ๋ยผสมเกรดอย่างหนึ่ง เช่น ตำรับผสมปุ๋ยเกรดหนึ่งที่ลูกค้าสั่ง ต้องใช้แม่ปุ๋ย 2 ชนิด ดังต่อไปนี้

ตำรับผสมปุ๋ยนาสูตร 16-20-0 คือ
1. แอมโมเนียมซัลเฟต (21-0-0) 39.0 กก. ( ให้ 8.19 กก. N และ 0 กก. P 2O 5)
2. ไดแอมโมเนียมฟอสเฟต (18-46-0) 43.5 กก. ( ให้ 7.83 กก. N 20.01 กก. P 2O 5)
3. สารเติมน้ำหนัก (filter) 17.5 กก.
4. รวมน้ำหนักปุ๋ยผสม 100.0 กก. ( ให้ 16.02 กก. N 20.01 กก.(P 2O 5)

อย่างไรก็ตามหากแปล Fertilizer formula ว่าสูตรปุ๋ยก็จะมีความหมายเดียวกับเกรดปุ๋ย ซึ่งหมายถึง เลข 3 จำนวนที่เขียนเรียงกัน ใช้ระบุอัตราร้อยละโดยนำหนักของไนโตรเจนทั้งหมด (N) ฟอสเฟตที่เป็นประโยชน์ (P 2O 5) และโพแทสที่ละลายน้ำ (K 2O) เช่น สูตร 16-20-0, 15-15-15 เป็นต้น

เปรียบเทียบข้อดี และข้อเสียของปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยเคมี

ข้อได้เปรียบของปุ๋ยอินทรีย์
1. ช่วยปรับปรุงดินให้ดีขึ้น โดยเฉพาะคุณสมบัติทางฟิสิกส์ของดิน เช่น ความโปร่ง ความร่วนซุย ความสามารถในการอุ้มน้ำและธาตุอาหารพืชของดินดีขึ้น ข้อดีข้อนี้ปุ๋ยอินทรีย์ทำได้แต่ผู้เดียว ปุ๋ยเคมีไม่สามารถทำได้
2. อยู่ในดินได้นาน และค่อย ๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารพืชอย่างช้า ๆ
3. เมื่อใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี จะส่งเสริมปุ๋ยเคมีให้เป็นประโยชน์แก่พืชอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ข้อเสียเปรียบของปุ๋ยอินทรีย์
1. มีปริมาณธาตุอาหารพืชต่ำ
2. ใช้เวลานานกว่าปุ๋ยเคมีในการปลดปล่อยธาตุอาหารที่จะเป็นประโยชน์ให้แก่พืช
3. ราคาแพงกว่าปุ๋ยเคมีเมื่อคิดเทียบในแง่ราคาต่อหน่วยน้ำหนักของธาตุอาหารพืช

ข้อได้เปรียบของปุ๋ยเคมี
1. มีปริมาณธาตุอาหารต่อหน่วยน้ำหนักของปุ๋ยสูง ใช้ปริมาณเพียงเล็กน้อยก็พอ
2. ราคาถูกเมื่อคิดเป็นราคาต่อหน่วยน้ำหนักของธาตุอาหาร ประกอบกับการขนส่งและเก็บรักษาสะดวกมาก
3. ให้ผลทางด้านธาตุอาหารเร็วกว่าปุ๋ยอินทรีย์

ข้อเสียเปรียบของปุ๋ยเคมี
1. ปุ๋ยเคมีไม่มีคุณสมบัติปรับปรุงสภาพทางฟิสิกส์ของดิน กล่าวคือไม่ทำให้ดินโปร่งร่วนซุยเหมือนปุ๋ยอินทรีย์
2. ปุ๋ยไนโตรเจนในรูปแอมโมเนียม ถ้าใช้เป็นปริมาณมาก และติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ๆ จะทำให้ดินเป็นกรดเพิ่มขึ้นจำเป็นต้องใช้ปูนช่วยแก้ความเป็นกรดของดิน
3. การใช้ปุ๋ยเคมีต้องระมัดระวัง เพราะปุ๋ยเคมีทุกชนิดมีความเค็ม ถ้าใส่มากหรือใส่ติดโคนต้นพืชจะเป็นอันตรายต่อต้นพืชและการงอกของเมล็ด
4. ผู้ใช้ต้องมีความรู้ ความเข้าใจเรื่องปุ๋ยเคมีพอสมควร มิฉะนั้นอาจมีผลเสียหายต่อพืชและต่อภาวะเศรษฐกิจของผู้ใช้ ( ทำให้ขาดทุนได้)

หลักเกณฑ์ในการใส่ปุ๋ย
หลักเกณฑ์ในการใส่ปุ๋ยที่ควรจะยึดถือเป็นแนวทางดังนี้คือ

1. ชนิดของปุ๋ยที่ใช้ถูกต้อง

2. ใช้ปุ๋ยในปริมาณที่เหมาะสม

3. ใส่ปุ๋ยให้พืชขณะที่พืชต้องการ ถือเป็นหลักเกณฑ์กว้างๆ ได้คือ
3.1 การแบ่งใส่ปุ๋ยมักจะให้ผลดีกว่าการใส่ปุ๋ยจำนวนเดียวกันนั้นเพียงครั้งเดียว
3.2 การใส่ครั้งแรกคือใส่ตอนปลูก ควรใส่แต่น้อย
3.3 การใส่ครั้งที่สองควรใส่ระยะที่พืชกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

4. ใส่ปุ๋ยให้พืชตรงจุดที่พืชสามารถดึงดูดไปใช้ประโยชน์ได้ง่ายและเร็วที่สุด

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับปุ๋ย

r1ปุ๋ย คือ สารอินทรีย์ หรือ อนินทรีย์ไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติหรือทำขึ้นก็ตาม สำหรับใช้เป็นธาตุอาหารแก่พืชได้ไม่ว่าโดยวิธีใด หรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในดินเพื่อบำรุงความเติบโตแก่พืชชนิดของปุ๋ย

ปุ๋ยมีอยู่มากมายหลายชนิด เพื่อเข้าใจง่าย ในที่นี้จะขอแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

1. ปุ๋ยเคมี คือ ปุ๋ยที่ได้จากสารอนินทรีย์หรืออินทรีย์สังเคราะห์ รวมถึง ปุ๋ยเชิงเดียว ปุ๋ยเชิงผสม และปุ๋ยเชิงประกอบ และหมายความตลอดถึงปุ๋ยอินทรีย์ที่มีปุ๋ยเคมีผสมอยู่ด้วย แต่ไม่รวมถึงปูนขาว ดินมาร์ล ปูนพลาสเตอร์หรือยิบซั่ม

2. ปุ๋ยอินทรีย์ คือ ปุ๋ยที่ได้จากอินทรียวัตถุซึ่งผลิตด้วยกรรมวิธีทำให้ชื้น สับ บด หมัก ร่อน หรือวิธีการอื่น แต่ไม่ใช่ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์มีหลายชนิดที่ควรทราบมีดังนี้

2.1 ปุ๋ยหมัก ได้แก่ ปุ๋ยที่ได้จากการหมักเศษวัสดุ เช่น หญ้า ใบไม้ ฟางข้าว กากอ้อย แกลบ ขุยมะพร้าว เปลือกสับปะรด ซังข้าวโพด จนกระทั่งเน่าเปื่อย ผุพัง กลายเป็นสารอินทรีย์ที่มีความคงทน ไม่มีกลิ่น และมีสีน้ำตาลปนดำ

2.2 ปุ๋ยคอก ได้แก่ ปุ๋ยที่ได้จากมูลและสิ่งขับถ่ายของสัตว์ เช่น โค กระบือ สุกร ไก่ เป็ด ห่าน

2.3 ปุ๋ยพืชสด ได้แก่ ปุ๋ยที่ได้จากการปลูกพืชและไถกลบพืชที่ยังเขียวอยู่ เช่น ถั่วเขียว ถั่วพร้า ถั่วพร้า ปอเทือง โสน

3. ปุ๋ยชีวภาพ หมายถึงการที่ใช้จุลินทรีย์มาใช้ปรับปรุงดินทางชีวภาพ ทางกายภาพ ทางเคมีชีวะ และการย่อยสลายอินทรียวัตถุ ตลอดจนการปลดปล่อยธาตุอาหารจากพืชจากอินทรียวัตถุ หรือจากอนินทรียวัตถุ เช่น เชื้อไรโซเบียม หรือสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน จะสามารถเพิ่มธาตุไนโตรเจนให้กับดินและพืช

จำหน่ายมูลค้างคาวแท้ 100% ทั้งปลีก และส่ง 089-073-8085

full_slide001

รับสมัครตัวแทนจำหน่ายขี้ค้างคาว / ร้านค้าปลีก ทั่วประเทศ 

เกี่ยวกับมูลค้างคาว แท้ 100% 


ลักษณะของมูลค้างคาว
มูลค้างคาวใหม่  จะมีกลิ่นฉุน   เนื่องมาจากกลิ่นของก๊าซแอมโมเนียจากปัสสาวะของค้างคาว   เมื่อระยะเวลาผ่านไป ก๊าซแอมโมเนียจะระเหยไปเรื่อยๆ จนเกือบหมดกลิ่น   ถ้าทิ้งไว้ในถ้ำนาน 3-5 เดือน กระทั่งกลายเป็นมูลค้างคาวเก่า หรือมูลค้างคาวแห้ง จะไม่มีกลิ่นฉุนอีกต่อไป  เมื่อมูลค้างคาวสลายตัวต่อไปเรื่อยๆ  จะกลายเป็นผงละเอียด  ในบางแหล่งมีการสะสมกันนานในถ้ำ  จนกลายเป็น  หินฟอสเฟต  ชนิดหนึ่ง  ที่มีประโยชน์ต่อพืชสูงมาก มูลค้างคาวใหม่   เมื่อย่อยสลายแล้วจะได้มูลค้างคาวเก่า  เรียกว่า กัวโนฟอสเฟต  ดังนั้น  “มูลค้างคาวเก่าจะมีธาตุอาหารสูงกว่ามูลค้างคาวใหม่  และไม่มีกลิ่น”

มูลค้างคาว และ กัวโนค้างคาว 
ค้างคาวในโลกนี้มีหลายชนิด แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือค้างคาวกินผลไม้และ กินแมลงเป็นอาหาร ออกหากินตอนกลางคืน พักและนอนตอนกลางวัน พื้นถ้ำ ทางภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ มีสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์ในถ้ำที่ค้างคาวอาศัยอยู่ยังไม่มีการขุดค้นนำมูลค้างคาวออกมาใช้ประโยชน์ เนื่องจากสภาพพื้นที่ในการทำการเกษตรยังมีความสมบูรณ์ มีประชากน้อย ค้างคาวเป็นสัตว์ที่มีประโยชน์ต่อสภาพแวดล้อมและการเกษตรของโลกอย่างมาก ตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งค้างคาวช่วยกินแมลงที่เป็นศัตรูพืช ซึ่งช่วยลดการระบาดของแมลงศัตรูพืชได้เป็นอย่างดี มูลค้างคาว มีแร่ธาตุอาหาร และ จุลินทรีย์ เป็นประโยชน์ในการเป็นอาหาร การปรับปรุงบำรุงดินให้พืชเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตและเพิ่มผลผลิตตลอดจนการ ป้องกันโรคต่าง ๆ ที่เกิดที่ราก หรือโคนต้นของพืชอีกด้วยโดยเฉพาะการช่วยลดปริมาณไส้เดือนฝอยที่ทำลายรากพืช หรือการทำลายเชื้อรา และแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคเน่าโคนเน่าของพืช 

มูลค้างคาว และก้อนฟอสเฟต

มูลค้างคาวใหม่

มูลค้างคาวเก่า

ก้อนฟอสเฟต

ค้างคาวที่อาศัยอยู่ในถ้ำจะทำการขับถ่ายมูลออกมาทุกวันลงสู่พื้นถ้ำ ทับถมสะสมกันหนาขึ้นระหว่าง 1-5 เมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของถ้ำจำนวนประชากรค้างคาวและอายุที่ค้างราวอาศัย อยู่ มูลค้างคาวที่ถ่ายออกมา และมูลค้างคาวเมื่อทำปฏิกิริยากับไอน้ำในถ้ำเกิดก๊าซแอมโมเนียมเป็นอันตราย ต่อชีวิตมนุษย์ แต่ค้างคาวสามารถอยู่ได้ 

ขี้ค้างคาวหนัก(ขี้เก่า) N(%)  P2O5(%)   K2O(%)

CaO(%)
MgO(%)
1.32 24.20 1.13 16.80 0.59
ขี้ค้างคาวเบา(ขี้ใหม่) N(%)  P2O5(%)   K2O(%)

CaO(%)
MgO(%)
5.89 5.80 1.15 3.64 0.40

 

ภาพประกอบ แปลงสาธิต  จ.นครนายก

กัวโนค้างคาว

คือ พื้นหินก้นถ้ำที่มูลค้างคาว และซากศพค้างคาวที่ตายทับถมตลอดจนหินบนเพดานถ้ำ ที่หล่นมาที่พื้นถ้ำ จะทำการย่อยสลายมูลค้างคาว และซากศพค้างคาวโดยมีจุลินทรีย์ช่วยในการย่อยสลาย ในขณะที่ขบวนการย่อยสลายที่เกิดขึ้นกับมูลค้างคาว และซากศพของค้างคาวนั้น มีผลต่อหินก้นถ้ำซึ่งจะถูกย่อยสลายไปด้วย บางถ้ำมีระยะเวลา 100-1000 ปี จนทำให้หินในถ้ำกลายเป็นแร่ธาตุอาหารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของพืช ป้องกันกำจัดโรคพืช และการปรับปรุงบำรุงดินต่อการปลูกพืช จึงเรียกว่ากัวโนค้างคาว หรือบางทีเราเรียกว่าอินทรีย์ฟอสเฟต (คือหินฟอสเฟตที่ถูกย่อยสลายกลายเป็นอินทีย์วัตถุ) อยู่ลึกประมาณ 5-20 เมตร 

คุณค่าของมูลค้างคาว และกัวโนค้างคาว 
แร่ธาตุอาหาร มูลค้างคาวมีแร่ธาตุอาหารหลัก รองเสริม กรดฟูลวิก กรดฮิวมิคสูงและไคโตซาน ซึ่งอยู่ในสภาพที่ค่อย ๆ ละลายช้า ไม่ละลายเร็วหรือสลายตัวเร็ว การที่ธาตุอาหารค่อย ๆ ละลายจะลดการสูญเสีย ละเหยไปในอากาศ ช่วยให้พืชดูดกินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในมูลค้างคาวจะมีไนโตรเจน และอินทรียวัตถุสูงกว่ากัวโนค้างคาว แต่จะมีฟอสเฟตน้อยกว่า 

จุลินทรีย์ ในมูลค้างคาวและกัวโน 
จะ มีจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ (เชื้อรา แบคทีเรีย และ แอคติโนมายซีส) ในการช่วยย่อยสลายเศษวัสดุในดินให้กลายเป็นปุ๋ย และละลายธาตุอาหารที่ตกค้างในดินให้กลายเป็นปุ๋ย ตลอดจนการป้องกันกำจัดโรคพืชที่เกิดจากไส้เดือนฝอย และโรครากเน่าโคนเน่าที่เกิดจากเชื้อรา และแบคทีเรีย 

ประโยชน์ของมูลค้างคาวและกัวโนค้างคาว 
1. ปรับปรุงบำรุงดิน เพราะมูลค้างคาว และกัวโนค้างคาว มีแร่ธาตุพวกแคลเซียมที่ช่วยปรับสภาพดินที่เป็นกรด ให้ดินกลายเป็นกลางมีความเหมาะสมต่อการดูดซึมแร่ธาตุอาหาร ในการเร่งการเจริญเติบโต เพิ่มผลผลิต และลด ต้นทุน ในการเพาะปลูกพืชทุกชนิด
2. มีแร่ธาตุอาหารหลักรอง เสริม อย่างครบถ้วนสมบูรณ์
3. มีกรดฮิวมิค ซึ่งเป็นตัวช่วยละลายฟอสเฟตที่ถูกตรึงอยู่ในดิน ให้กลายเป็นอาหารของพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. ทำ ให้ดินร่วนซุย เนื่องจากดินได้ถูกปรับสภาพให้เป็นกลางแล้ว เมื่อมีอินทรีย์วัตถุ และจุลินทรีย์ที่ช่วยย่อยสลาย เศษวัสดุที่ตกค้างในดินแล้ว ยังเป็นการช่วยให้รากพืชแผ่ขยาย ดูดกินอาหารได้มากขึ้น และยังช่วยเก็บรักษาความชุ่มชื้นในดินให้อีกด้วย
5. มีจุลินทรีย์ที่ช่วยป้องกันและกำจัดโรคพืช พวกไส้เดือนฝอยและโรครากเน่าโคนเน่า เช่น  เชื้อ Actinomycetes sp. Trichoderma spp. Bacillus sp.
6. มีประจุไฟฟ้าที่ช่วยในการดูดซึมแร่ธาตุอาหารของพืชลดการใช้ปุ๋ยเคมี
7. เป็นสารอินทรีย์ธรรมชาติและมีน้ำหนักโมเลกุลสูงทำให้เกิดประโยชน์ต่อพืชได้นาน ไม่เกิดการสูญเสีย
8. มีไคโตซานช่วยยับยั้งและสร้างความต้านทานโรคให้กับพืช เช่น เชื้อ
-ไวรัสโรคพืช
– แบคทีเรีย เช่น แคงเคอร์ ใบจุด
– เชื้อรา เช่น ไฟทอปธอร่า พิเทียม ฟิวซาเรียม
– แอนแทรคโนส เมลาโนส รากเน่า โคนเน่า

ตารางเปรียบเทียบเปอร์เซ็นต์ของธาตุปุ๋ยในมูลสัตว์แห้ง
มูลสัตว์ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัสแอซิด โปแตส
(N) (P2O5) (K2O)
ไก่ 1.8 – 2.9 2.9 – 4.8 0.8 – 1.4
เป็ด 0.5 – 1.2 1.0 – 2.2 0.2 – 0.8
ม้า 0.5 – 1.0 0.3 – 0.7 0.2 – 0.7
วัว 0.3 – 0.8 0.3 – 0.5 0.2 – 0.5
กระบือ 0.8 – 1.2 0.5 – 1.0 0.5 – 1.0
หมู 0.6 – 1.0 0.5 – 0.8 0.2 – 0.8
ค้างคาว  6.0 10.0 2.4

 

กลุ่มงานวิจัยปุ๋ยเคยนำแร่จากแหล่งนี้มาทำการทดลองทำปฏิกิริยากับกรดซัลฟูริก สามารถทำเป็นปุ๋ยซูเปอร์ฟอสเฟตที่มีคุณสมบัติที่ดีได้ แต่อย่างไรก็ตามมีข้อจำกับอยู่ที่ คุณภาพแปรปรวน มีปริมาณและแหล่งเล็ก ๆ กระจัดกระจายกันอยู่ทั่วประเทศ ทำให้ไม่สามารถนำมาพัฒนาอุตสาหกรรมปุ๋ยฟอสเฟตได้ สินแร่กัวโนฟอสเฟตนี้ผู้เชี่ยวชาญ ได้ให้ความเห็นว่า การนำไปใช้ในท้องถิ่นน่าคุ้มค่าต่อการลงทุนสูงกว่าการพัฒนา เพื่อผลิตเป็นปุ๋ยเคมีฟอสเฟตอื่น ๆ การใช้กัวโนฟอสเฟตชนิดนี้เหมาะที่จะใช้ในดินกรด และควรใช้ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ การใส่ร่วมกับปุ๋ยเคมี (หรือใช้เป็น Filler ในการปั้นเม็ดปุ๋ยเคมี) ไม่เหมาะสม เนื่องจากมีสมบัติเป็นด่างเมื่อผมสมกับแม่ปุ๋ยไนโตรเจนจะทำให้เกิด การสูญเสีย ไนโตรเจนในรูปของก๊าซแอมโมเนีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผสมปุ๋ยกัวโนฟอสเฟตกับยูเรีย ปริมาณไนโตรเจนในปุ๋ยผสมจะลดลงเรื่อย ๆ เมื่อระยะเวลาในการเก็บ รักษานานขึ้น

มูลค้างคาวมีข้อดีที่น่าสนใจหลายประการคือ 
1. มีปริมาณความเข้มข้นของธาตุอาหารพืชสูงกว่าปุ๋ยชนิดอื่น ในบรรดาปุ๋ยอินทรีย์โดยทั้วไป และสูงทัดเทียมกับปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์
2. ผลการใช้ปุ๋ยมูลค้างคาวนอกจากจะให้ธาตุอาหารพืชที่พอเพียงแล้ว ยังช่วยปรับปรุงคุณสมบัติของดินบางอย่างให้ดีขึ้น เช่น ทำให้ดินร่วนไม่เกาะกันแน่นเมื่อแข็งตัว ความเป็นกรด-ด่าง ของดินอยู่ในระดับที่พอเหมาะกับความเจริญเติบโตของพืช
3. การใช้มูลค้างคาวอยู่เสมอย่อมจะทำให้เชื้อแบคทีเรียในดินทำงานดีขึ้น เป็นประโยชน์แก่พืชทางอ้อมในการสลายตัวของอินทรียสาร เปลี่ยนเป็นธาตุอาหารพืชได้ง่ายขึ้น
4. ปัญหาเรื่องการขุดธาตุอาหารใช้ปริมาณน้อยอื่น ๆ หมดไป ธาตุอาหารเสริมเหล่านี้ได้แก่ ธาตุแมกนีเซียม กำมะถัน เหล็ก แมงกานีส สังกะสี ทองแดง โบรอน และโมลิบเดมั่ม จะมีอยู่เพียงพอในปุ๋ยมูลค้างคาว
5. การใช้ปุ๋ยมูลค้างคาวสม่ำเสมอติดต่อกันย่อมจะทำให้มีผลตกค้างของปุ๋ยเหลือ สะสมอยู่ในดินและค่อย ๆ สลายเป็นอาหารพืชภายหลังได้อีกด้วย
6. มูลค้างคาวเป็นมูลสัตว์ที่ให้ธาตุอาหารฟอสฟอรัส เนื่องจากเป็นสัตว์กินแมลง เหมาะสำหรับใส่ไม้ผลที่ให้กลิ่นหอม เช่น ทุเรียน ลื้นจี่ กล้วยหอม ลำไย มังคุด ละมุด ขนุน  มะม่วง เป็นต้น
7. มีการใช้มูลค้างคาวละลายน้ำ แล้วนำมัดต้นกล้าข้าวไปแช่ให้ท่วมรากก่อนนำไปปักดำเป็นวิธีที่ง่าย และสะดวก ในการให้ปุ๋ยฟอสเฟตแก่ข้าว ในการทำนาใกล้ถ้ำ มูลค้างคาวโดยเฉพาะที่ภาคใต้
8. อัตราการใช้มูลค้างคาว ควรใช้ให้น้อยกว่าปุ๋ยคอกหรือจะใช้วิธีผสมมูลค้างคาวร่วมกับปุ๋ยคอกอื่น ๆ และเศษซากพืชที่ผุพังเน่าเปื่อยแล้ว เพื่อลดความเข้มข้น ให้น้อยลงก่อนนำไปใช้ 

มูลค้างคาวมีข้อดี  หลายประการ   กล่าวได้ดังนี้
1. มีธาตุอาหารครบทั้ง 13 ชนิด   ที่พืชต้องการจากทางดิน คือ ไนโตรเจน ,ฟอสฟอรัส , โปแตสเซี่ยม , แคลเซี่ยม,  แมกนีเซี่ยม , กำมะถัน ,
โบรอน , เหล็ก,  แมงกานีส , สังกะสี , โมลิบดินั่ม , ทองแดง และ คลอรีน
2. ให้ธาตุฟอสฟอรัสมากเป็นพิเศษ ดังนั้น  จึงมีบทบาทในการเร่งให้พืชติดดอกออกผลได้ดีขึ้น  เหมาะเป็นพิเศษกับไม้ดอก  และ   สวนผลไม้
3.  การใช้มูลค้างคาวอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้เชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ทำงานได้ดีขึ้น  ทำให้เกิดการสลายตัวของอินทรีย์สาร  ธาตุอาหารพืช   ที่ถูกดินยึดไว้ละลายกลับออกมาเป็นประโยชน์ต่อพืชอีกครั้ง
4. ช่วยเพิ่มอินทรีย์วัตถุให้กับดิน  กระตุ้นการแตกราก  ทำให้ การดูดธาตุอาหาร และ น้ำ จากดินเพิ่มขึ้น  ส่งเสริมการเจริญเติบโตต่อพืช  จึงเหมาะกับพืชทุกชนิด
5.  เสริมสร้างผนังเซลล์ของพืช    ทำให้ขั้วเหนียวบำรุงต้นให้เจริญเติบโต    และช่วยป้องกันโรครากเน่า   โคนเน่า  ที่เกิดจากเชื้อราและแบคทีเรีย

บริษัท เอ็มเวบดีไซน์ จำกัด
47/552  หมู่บ้านเคซีการ์เด้นท์โฮม11 ถ.นิมิตใหม่40  แขวงสามวาตะวันออก  เขตคลองสามวา   กทม. 10510  โทร. 02-9933223
www.ขี้ค้างคาว.com  ,     www.facebook.com/BatGuano100 ,     Line ID : 0890521658       Email : batguano100@gmail.com

{module facebook}