ปุ๋ยข้าว

 

001 002 003
วิธีใช้มูลค้างคาวสำหรับนาข้าว มูลค้างคาวสำหรับข้าวโพด มูลค้างคาวสำหรับมะเขือเทศ
004 005 006
มูลค้างคาวสำหรับองุ่น มูลค้างคาวสำหรับแตงโม มูลค้างคาวสำหรับมังคุด
มูลค้างคาวสำหรับสับปะรด มูลค้างคาวสำหรับทุเรียน มูลค้างคาวสำหรับสตอเบอรี่
มูลค้างคาวสำหรับมะนาว มูลค้างคาวสำหรับฟักทอง มูลค้างคาวสำหรับพริก

มูลค้างคาวสำหรับไม้ดอก

มูลค้างคาวสำหรับกุหลาบ มูลค้างคาวสำหรับดาวเรือง มูลค้างคาวสำหรับไม้ดอก
มูลค้างคาวสำหรับไม้ดอก มูลค้างคาวสำหรับไม้ดอก มูลค้างคาวสำหรับไม้ดอก

มูลค้างคาวสำหรับผักสวนครัว

มูลค้างคาวสำหรับผักสวนครัว มูลค้างคาวสำหรับผักสวนครัว มูลค้างคาวสำหรับผักสวนครัว

 

 

logo_shirtcutในอดีตนั้นขี้ค้างคาวเป็นวัตถุดิบในการทำดินประสิว จึงเป็นยุทธปัจจัย ที่ในสมัยอยุธยาเป็นสินค้าควบคุม และเป็นของต้องห้ามสำหรับราษฎรสามัญชน แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ศาสตร์แห่งการทำดินปืนจากขี้ค้างคาวได้สูญสลายไปเสียแล้ว เมื่อเกิดการกลืนกินของวิทยาศาสตร์จากตะวันตก มูลของขี้ค้างคาวนั้นประกอบไปด้วย ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมในปริมาณที่สูงกว่ามูลของสัตว์ชนิดอื่น จึงเป็นที่นิยมนำมาเป็นส่วนผสมในดินและผลิตเป็นปุ๋ย ที่ใช้ในเกษตรกรรมขี้ค้างคาว

การหมักหมมของสิ่งปฏิกูลที่ค้างคาวถ่ายออกมา ทั้งอุจาระและปัสสาวะนั้น จะส่งผลต่อสภาวะอากาศภายในถ้ำ โดยเฉพาะถ้ำที่มีทางเข้าออกทางเดียว ที่ไม่มีการหมุนเวียนของอากาศ จะทำให้เกิดก๊าซแอมโมเนีย ที่สูงมาก มีรายงานว่าที่ถ้ำ Brackenในมลรัฐ Texas ปริมาณก๊าซอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อชีวิตมนุษย์ที่เดียว นอกจากนี้การสะสมของขี้ค้างคาวในถ้ำถ้ามีปริมาณมากเกินไปจะเป็นการลดปริมาตรของถ้ำ อีกด้วย
ดังนั้นเพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงการเกิดก๊าซพิษมากเกินไป และเพื่อเป็นการควบคุมปริมาตรของถ้ำ จึงควรมีการจัดเก็บขี้ค้างคาวออกบ้างบางส่วน ซึ่งนอกจากจะเป็นการจัดการถ้ำให้เหมาะที่จะเป็นที่อยู่อาศัยของค้างคาวและสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆในถ้ำแล้ว ยังเป็นการนำประโยชน์ที่เกิดจากสัตว์ป่ามาใช้โดยตรง ในรูปของขี้ค้างคาว ที่สามารถนำมาทำเป็นปุ๋ย ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี ที่แต่ละปีมีมูลค่าการนำเข้าหลายร้อยล้านบาท แต่การนำมูลค้างออกจากถ้ำจำเป็นต้องดำเนินการจัดการ ให้เหมาะสมตามหลักวิชาการ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการรบกวนค้างคาว และสังคมของสิ่งมีชีวิตในถ้ำ และควรกำหนดหลักเกณฑ์และบุคคลที่ควรได้รับสัมปทาน เพื่อกระตุ้นให้เกิดความรักและหวงแหนในทรัพยากรที่มีอยู่
คุณสมบัติของปุ๋ยขี้ค้างคาว  ขี้ค้างคาว ที่ได้จากค้างคาวพันธุ์กินแมลงจะมีสารอาหารมากกว่าค้างคาวกินพืชที่พบโดยทั่วไป เป็นมูลสัตว์ที่มีคุณค่าค่อนข้างหายาก โดยธรรมชาติแล้วจะมีธาตุฟอสฟอรัสสูงกว่ามูลสัตว์ชนิดอื่น สามารถนำไปใช้แทนฟอสฟอรัสสังเคราะห์หรือสารเคมีได้ทันที ค่าวิเคราะห์ธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์กับต้นไม้ เมื่อนำมาผลิตเป็น ปุ๋ยอินทรีย์ มักมีความแปรปรวนสูงทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับท้องถิ่น,ฤดูกาล และ สภาพอากาศ
อย่างไรก็ตาม ค่าวิเคราะห์หาธาตุอาหารในขี้ค้างคาวที่มีความชื้น 9 เปอร์เซ็นต์ พบว่า มีธาตุไนโตรเจน 3.1% ฟอสฟอรัส 12.2%และโพแทสเซียม 0.6% เมื่อเปรียบเทียบค่าวิเคราะห์ธาตุอาหารของมูลสัตว์หลายชนิดพบว่า ขี้ค้างคาวให้ธาตุฟอสฟอรัสในปริมาณสูงจึงมีบทบาทในการเร่งพัฒนารากพืชและเร่งให้ติดดอกผลเร็วขึ้น 
หากย้อนหลังไปเมื่อ 30-40 ปีก่อน ป่าไม้ยังมีมาก ดินมีความอุดมสมบูรณ์สูง การใส่ปุ๋ยขี้ค้างคาวให้กับต้นไม้ โดยเฉพาะไม้ผลเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอ ในทางกลับกัน ปัจจุบันดินของบ้านเราซึ่งอยู่ในเขตร้อนชื้น ฝนตกชุกป่าไม้ถูกทำลายไปมาก หน้าดินถูกชะล้างอย่างรุนแรง ทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ หากต้องการเพิ่มผลผลิตพืชในระยะสั้น ปุ๋ยเคมียังมีความจำเป็นต้องใช้ควบคู่กับปุ๋ยอินทรีย์ ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกก็ตาม จึงจะได้ผลดี
ถ้าถามว่าจะใช้ปุ๋ยขี้ค้างคาวอัตรากี่กิโลกรัมต่อต้น ในอดีตเกษตรกรนิยมใช้ อัตรา 1 ใน 4 ของปี๊บ ต่อไม้ผลที่ให้ผลผลิตแล้ว 1 ต้นปัจจุบันหากต้องการให้ได้ผลดี ต้องนำขี้ค้างคาวและดินที่ปลูกต้นไม้มาวิเคราะห์หาธาตุอาหารก่อน หลังจากได้ค่าวิเคราะห์แล้ว นักวิชาการ กลุ่มปฐพีวิทยา กรมวิชาการเกษตร หรือกรมพัฒนาที่ดินจะสามารถให้คำตอบได้อย่างชัดเจนและถูกต้องแม่นยำ
วิทยาศาสตร์การเกษตรแนวใหม่
จากการศึกษาค้นคว้าและทดลองเรื่องพืชพันธุ์ต่างๆ ตามแนววิทยาศาสตร์การเกษตรแนวใหม่ นอกจากพืชจะต้องการแร่ธาตุอาหารหลักคือ ไนโตรเจน, ฟอสฟอรัส, โปรตัสเซียม แล้วพืชยังต้องการวิตามิน, กรดอะมิโน และเกลือแร่ต่างๆ อีกมากมายในปริมาณและสัดส่วนที่ต่างกันออกไปตามพืชแต่ละชนิด
ผลวิจัยได้พบว่าพืชเกือบทุกชนิดต้องการไนโตรเจน เฉลี่ยเพียง 1.5% ฟอสฟอรัส 0.5% โพแทสเซียม 1% เท่านั้น ฉะนั้นการที่เราให้ธาตุอาหารตามสูตรที่มีอยู่เดิมคือ 15-15-15, 16-16-16, 46-0-0 ฯลฯ จึงถือเป็นการให้ปุ๋ยเกินความจำเป็นทำให้มีธาตุอาหารตกค้างในดินเป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดการตรึงธาตุอาหารในดิน และมีผลต่อลักษณะทางกายภาพของดิน เช่น ดินแข็งเป็นก้อน,ดินเสีย,
ขี้ค้างคาวใหม่(ชั้นที่ 1) ขี้ค้างคาวเก่า (ชั้นที่ 2 ) ก้อนฟอสเฟต
ดินเปรี้ยว ซึ่งมีผลเสียต่อดินในระยะยาว ดังนี้
– การมีฟอสฟอรัสในดินสูงทำให้พืชขาด Zn, Fe, Cu
– การมีโพแทสเซียมในดินสูงทำให้พืชขาด Mg, Ca, B
– การมีกำมะถันในดินสูงทำให้พืชขาด Mn, Mo, S
– การมีเหล็กในดินสูงทำให้พืชขาด Ca, Mo, Fe
– การใช้ปูนขาวหรือโดโลไมท์(ฟิลเลอร์)มากเกินไปทำให้พืชขาดธาตุ Zn, Mn, Fe, B, Mo
หลักการง่าย ๆ คือ ต้องทำให้สภาพดินที่เสื่อมโทรมกลับไปสู่ยุคของคำว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” เมื่อครั้งเก่าก่อนเรายังไม่รู้จัก ปุ๋ยเคมี แต่ทำไมเราถึงมีพืชพันธุ์ให้บริโภคมากว่าหลายร้อยปีล่ะ? แสดงให้เห็นว่าพวกเรารู้จักใช้ “เคมีธรรมชาติ” ซึ่งอยู่ในรูปแบบของ ปุ๋ยอินทรีย์ เป็นสิ่งที่จับต้องได้ หาก “เคมีธรรมชาติ” ได้ทำงานร่วมกับ “ปุ๋ยเคมี” ทำให้ผลลัพธ์มีความชัดเจนและรวดเร็วยิ่งขึ้น
ประโยชน์ของขี้ค้างคาว ถ้าใส่ในผลไม้ช่วยให้ผลไม้มีผิวสวย มีรสชาติหวาน ได้น้ำหนัก พืชมีความแข็งแรงต้านทานโรคได้ดี นอกจากนี้ยังมี “Fullvicacid” ช่วยให้พืชดูดธาตุอาหารได้ดีขึ้น ปกติมักจะพบในฟางข้าวที่เน่าเปื่อยผุพัง แต่กลับมีในขี้ค้างคาวมากถึง 10%
“กล่าวโดยสรุป ปุ๋ยขี้ค้างคาวมีข้อดีหลายประการที่พอจะกล่าวเป็นข้อๆได้ดังนี้”
1. ปุ๋ยขี้ค้างคาว มีธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง ธาตุอาหารเสริม ที่เพียงพอ,เข้มข้นและครบถ้วน มากกว่าปุ๋ยมูลสัตว์ชนิดอื่น
2. ช่วยปรับสภาพดินให้ร่วนซุย ปรับการระบายน้ำและอากาศในดินและปรับสภาพความเป็นกรด – ด่าง ให้เหมาะสมแก่การ
    เจริญเติบโตของพืช นอกจากนี้ยังมีกรดฮิวมิค และแร่เพอไลต์ ที่ช่วยในการจับปุ๋ยและ ปลดปล่อยธาตุอาหารอย่างสมบูรณ์ช่วยให้การขยายรากได้ เร็ว และลำต้นแข็งแรงไม่โค้นล้มง่าย
3.เสริมสร้างประสิทธิภาพการทำงานระบบภายในของพืช และระบบการทำงานของราก การลำเลียงอาหาร การสังเคราะห์แสง
    และกระบวนการต่างๆ ทางเคมีของพืช
4.ช่วยโอบอุ้มและพยุงธาตุสารอาหารต่างๆ เอาไว้ เพื่อให้พืชสามารถดูดซึมไปใช้ได้อย่างช้าๆ และต่อเนื่องยาวนานก่อนถูก
    น้ำชะล้างละลายลึกลงดิน
5. การใช้มูลค้างอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้เชื้อแบคทีเรียทำงานได้ดีขึ้น เป็นประโยชน์แก่พืชทางอ้อมเพราะทำให้เกิดการ-
   สลายตัวของอินทรีย์สาร เปลี่ยนไปเป็นธาตุอาหารของพืชได้ง่ายขึ้น
6. ในขี้ค้างคาวอุดมไปด้วยธาตุอาหารเสริม เช่น แมกนีเซียม กำมะถัน แมงกานีส สังกะสี ทองแดง โบรอน และโมลินเดนมี
   ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการของพืชโดยทั่วไป
7. การใช้ปุ๋ยมูลค้างอย่างสม่ำเสมอติดต่อกัน จะทำให้ผลตกค้างของปุ๋ยเคมีที่เหลือสะสมอยู่ในดิน และจะค่อย ๆ สลายตัวเป็นอาหาร
    พืชภายหลังต่อไปทีละน้อยอีกด้วย
8. ขี้ค้างคาวให้ธาตุอาหารฟอสฟอรัสมากเป็นพิเศษ ทั้งนี้เป็นเพราะเกิดจากค้างคาวสายพันธุ์กินแมลง
9. เสริมสร้างผนังเซลล์ของพืช ทำให้พืชแข็งแรง ช่วยให้ขั้วเหนียวบำรุงต้นให้เจริญเติบโต (ออกดอก, ออกผล มาก)และช่วยป้องกัน
    โรครากเน่า โคนเน่า ที่เกิดจากเชื้อราและแบคทีเรีย
10.ช่วยปรับปรุงและส่งเสริมผลผลิตทั้งปริมาณ ขนาด คุณภาพ น้ำหนัก รสชาติและสีสันของผลผลิตได้เป็นอย่างดี
     
ส่วนประกอบของปุ๋ยขี้ค้างคาวธาตุอาหารหลัก ไนโตรเจน, ฟอสฟอรัส, โพแทสเซียม
ธาตุอาหารรอง แคลเซียม, แมกนีเซียม, กำมะถัน, โบรอน
ธาตุอาหารเสริม ทองแดง, เหล็ก, แมงกานีส, โมลิบดินั่ม, สังกะสี
องค์ประกอบ ฮิวมิดฟอร์ม, อินทรียวัตถุ, ตัวย่อยสลาย

 

จำหน่ายมูลค้างคาวแท้ 100% ทั้งปลีก และส่ง 089-073-8085

full_slide001

รับสมัครตัวแทนจำหน่ายขี้ค้างคาว / ร้านค้าปลีก ทั่วประเทศ 

เกี่ยวกับมูลค้างคาว แท้ 100% 


ลักษณะของมูลค้างคาว
มูลค้างคาวใหม่  จะมีกลิ่นฉุน   เนื่องมาจากกลิ่นของก๊าซแอมโมเนียจากปัสสาวะของค้างคาว   เมื่อระยะเวลาผ่านไป ก๊าซแอมโมเนียจะระเหยไปเรื่อยๆ จนเกือบหมดกลิ่น   ถ้าทิ้งไว้ในถ้ำนาน 3-5 เดือน กระทั่งกลายเป็นมูลค้างคาวเก่า หรือมูลค้างคาวแห้ง จะไม่มีกลิ่นฉุนอีกต่อไป  เมื่อมูลค้างคาวสลายตัวต่อไปเรื่อยๆ  จะกลายเป็นผงละเอียด  ในบางแหล่งมีการสะสมกันนานในถ้ำ  จนกลายเป็น  หินฟอสเฟต  ชนิดหนึ่ง  ที่มีประโยชน์ต่อพืชสูงมาก มูลค้างคาวใหม่   เมื่อย่อยสลายแล้วจะได้มูลค้างคาวเก่า  เรียกว่า กัวโนฟอสเฟต  ดังนั้น  “มูลค้างคาวเก่าจะมีธาตุอาหารสูงกว่ามูลค้างคาวใหม่  และไม่มีกลิ่น”

มูลค้างคาว และ กัวโนค้างคาว 
ค้างคาวในโลกนี้มีหลายชนิด แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือค้างคาวกินผลไม้และ กินแมลงเป็นอาหาร ออกหากินตอนกลางคืน พักและนอนตอนกลางวัน พื้นถ้ำ ทางภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ มีสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์ในถ้ำที่ค้างคาวอาศัยอยู่ยังไม่มีการขุดค้นนำมูลค้างคาวออกมาใช้ประโยชน์ เนื่องจากสภาพพื้นที่ในการทำการเกษตรยังมีความสมบูรณ์ มีประชากน้อย ค้างคาวเป็นสัตว์ที่มีประโยชน์ต่อสภาพแวดล้อมและการเกษตรของโลกอย่างมาก ตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งค้างคาวช่วยกินแมลงที่เป็นศัตรูพืช ซึ่งช่วยลดการระบาดของแมลงศัตรูพืชได้เป็นอย่างดี มูลค้างคาว มีแร่ธาตุอาหาร และ จุลินทรีย์ เป็นประโยชน์ในการเป็นอาหาร การปรับปรุงบำรุงดินให้พืชเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตและเพิ่มผลผลิตตลอดจนการ ป้องกันโรคต่าง ๆ ที่เกิดที่ราก หรือโคนต้นของพืชอีกด้วยโดยเฉพาะการช่วยลดปริมาณไส้เดือนฝอยที่ทำลายรากพืช หรือการทำลายเชื้อรา และแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคเน่าโคนเน่าของพืช 

มูลค้างคาว และก้อนฟอสเฟต

มูลค้างคาวใหม่

มูลค้างคาวเก่า

ก้อนฟอสเฟต

ค้างคาวที่อาศัยอยู่ในถ้ำจะทำการขับถ่ายมูลออกมาทุกวันลงสู่พื้นถ้ำ ทับถมสะสมกันหนาขึ้นระหว่าง 1-5 เมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของถ้ำจำนวนประชากรค้างคาวและอายุที่ค้างราวอาศัย อยู่ มูลค้างคาวที่ถ่ายออกมา และมูลค้างคาวเมื่อทำปฏิกิริยากับไอน้ำในถ้ำเกิดก๊าซแอมโมเนียมเป็นอันตราย ต่อชีวิตมนุษย์ แต่ค้างคาวสามารถอยู่ได้ 

ขี้ค้างคาวหนัก(ขี้เก่า) N(%)  P2O5(%)   K2O(%)

CaO(%)
MgO(%)
1.32 24.20 1.13 16.80 0.59
ขี้ค้างคาวเบา(ขี้ใหม่) N(%)  P2O5(%)   K2O(%)

CaO(%)
MgO(%)
5.89 5.80 1.15 3.64 0.40

 

ภาพประกอบ แปลงสาธิต  จ.นครนายก

กัวโนค้างคาว

คือ พื้นหินก้นถ้ำที่มูลค้างคาว และซากศพค้างคาวที่ตายทับถมตลอดจนหินบนเพดานถ้ำ ที่หล่นมาที่พื้นถ้ำ จะทำการย่อยสลายมูลค้างคาว และซากศพค้างคาวโดยมีจุลินทรีย์ช่วยในการย่อยสลาย ในขณะที่ขบวนการย่อยสลายที่เกิดขึ้นกับมูลค้างคาว และซากศพของค้างคาวนั้น มีผลต่อหินก้นถ้ำซึ่งจะถูกย่อยสลายไปด้วย บางถ้ำมีระยะเวลา 100-1000 ปี จนทำให้หินในถ้ำกลายเป็นแร่ธาตุอาหารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของพืช ป้องกันกำจัดโรคพืช และการปรับปรุงบำรุงดินต่อการปลูกพืช จึงเรียกว่ากัวโนค้างคาว หรือบางทีเราเรียกว่าอินทรีย์ฟอสเฟต (คือหินฟอสเฟตที่ถูกย่อยสลายกลายเป็นอินทีย์วัตถุ) อยู่ลึกประมาณ 5-20 เมตร 

คุณค่าของมูลค้างคาว และกัวโนค้างคาว 
แร่ธาตุอาหาร มูลค้างคาวมีแร่ธาตุอาหารหลัก รองเสริม กรดฟูลวิก กรดฮิวมิคสูงและไคโตซาน ซึ่งอยู่ในสภาพที่ค่อย ๆ ละลายช้า ไม่ละลายเร็วหรือสลายตัวเร็ว การที่ธาตุอาหารค่อย ๆ ละลายจะลดการสูญเสีย ละเหยไปในอากาศ ช่วยให้พืชดูดกินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในมูลค้างคาวจะมีไนโตรเจน และอินทรียวัตถุสูงกว่ากัวโนค้างคาว แต่จะมีฟอสเฟตน้อยกว่า 

จุลินทรีย์ ในมูลค้างคาวและกัวโน 
จะ มีจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ (เชื้อรา แบคทีเรีย และ แอคติโนมายซีส) ในการช่วยย่อยสลายเศษวัสดุในดินให้กลายเป็นปุ๋ย และละลายธาตุอาหารที่ตกค้างในดินให้กลายเป็นปุ๋ย ตลอดจนการป้องกันกำจัดโรคพืชที่เกิดจากไส้เดือนฝอย และโรครากเน่าโคนเน่าที่เกิดจากเชื้อรา และแบคทีเรีย 

ประโยชน์ของมูลค้างคาวและกัวโนค้างคาว 
1. ปรับปรุงบำรุงดิน เพราะมูลค้างคาว และกัวโนค้างคาว มีแร่ธาตุพวกแคลเซียมที่ช่วยปรับสภาพดินที่เป็นกรด ให้ดินกลายเป็นกลางมีความเหมาะสมต่อการดูดซึมแร่ธาตุอาหาร ในการเร่งการเจริญเติบโต เพิ่มผลผลิต และลด ต้นทุน ในการเพาะปลูกพืชทุกชนิด
2. มีแร่ธาตุอาหารหลักรอง เสริม อย่างครบถ้วนสมบูรณ์
3. มีกรดฮิวมิค ซึ่งเป็นตัวช่วยละลายฟอสเฟตที่ถูกตรึงอยู่ในดิน ให้กลายเป็นอาหารของพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. ทำ ให้ดินร่วนซุย เนื่องจากดินได้ถูกปรับสภาพให้เป็นกลางแล้ว เมื่อมีอินทรีย์วัตถุ และจุลินทรีย์ที่ช่วยย่อยสลาย เศษวัสดุที่ตกค้างในดินแล้ว ยังเป็นการช่วยให้รากพืชแผ่ขยาย ดูดกินอาหารได้มากขึ้น และยังช่วยเก็บรักษาความชุ่มชื้นในดินให้อีกด้วย
5. มีจุลินทรีย์ที่ช่วยป้องกันและกำจัดโรคพืช พวกไส้เดือนฝอยและโรครากเน่าโคนเน่า เช่น  เชื้อ Actinomycetes sp. Trichoderma spp. Bacillus sp.
6. มีประจุไฟฟ้าที่ช่วยในการดูดซึมแร่ธาตุอาหารของพืชลดการใช้ปุ๋ยเคมี
7. เป็นสารอินทรีย์ธรรมชาติและมีน้ำหนักโมเลกุลสูงทำให้เกิดประโยชน์ต่อพืชได้นาน ไม่เกิดการสูญเสีย
8. มีไคโตซานช่วยยับยั้งและสร้างความต้านทานโรคให้กับพืช เช่น เชื้อ
-ไวรัสโรคพืช
– แบคทีเรีย เช่น แคงเคอร์ ใบจุด
– เชื้อรา เช่น ไฟทอปธอร่า พิเทียม ฟิวซาเรียม
– แอนแทรคโนส เมลาโนส รากเน่า โคนเน่า

ตารางเปรียบเทียบเปอร์เซ็นต์ของธาตุปุ๋ยในมูลสัตว์แห้ง
มูลสัตว์ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัสแอซิด โปแตส
(N) (P2O5) (K2O)
ไก่ 1.8 – 2.9 2.9 – 4.8 0.8 – 1.4
เป็ด 0.5 – 1.2 1.0 – 2.2 0.2 – 0.8
ม้า 0.5 – 1.0 0.3 – 0.7 0.2 – 0.7
วัว 0.3 – 0.8 0.3 – 0.5 0.2 – 0.5
กระบือ 0.8 – 1.2 0.5 – 1.0 0.5 – 1.0
หมู 0.6 – 1.0 0.5 – 0.8 0.2 – 0.8
ค้างคาว  6.0 10.0 2.4

 

กลุ่มงานวิจัยปุ๋ยเคยนำแร่จากแหล่งนี้มาทำการทดลองทำปฏิกิริยากับกรดซัลฟูริก สามารถทำเป็นปุ๋ยซูเปอร์ฟอสเฟตที่มีคุณสมบัติที่ดีได้ แต่อย่างไรก็ตามมีข้อจำกับอยู่ที่ คุณภาพแปรปรวน มีปริมาณและแหล่งเล็ก ๆ กระจัดกระจายกันอยู่ทั่วประเทศ ทำให้ไม่สามารถนำมาพัฒนาอุตสาหกรรมปุ๋ยฟอสเฟตได้ สินแร่กัวโนฟอสเฟตนี้ผู้เชี่ยวชาญ ได้ให้ความเห็นว่า การนำไปใช้ในท้องถิ่นน่าคุ้มค่าต่อการลงทุนสูงกว่าการพัฒนา เพื่อผลิตเป็นปุ๋ยเคมีฟอสเฟตอื่น ๆ การใช้กัวโนฟอสเฟตชนิดนี้เหมาะที่จะใช้ในดินกรด และควรใช้ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ การใส่ร่วมกับปุ๋ยเคมี (หรือใช้เป็น Filler ในการปั้นเม็ดปุ๋ยเคมี) ไม่เหมาะสม เนื่องจากมีสมบัติเป็นด่างเมื่อผมสมกับแม่ปุ๋ยไนโตรเจนจะทำให้เกิด การสูญเสีย ไนโตรเจนในรูปของก๊าซแอมโมเนีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผสมปุ๋ยกัวโนฟอสเฟตกับยูเรีย ปริมาณไนโตรเจนในปุ๋ยผสมจะลดลงเรื่อย ๆ เมื่อระยะเวลาในการเก็บ รักษานานขึ้น

มูลค้างคาวมีข้อดีที่น่าสนใจหลายประการคือ 
1. มีปริมาณความเข้มข้นของธาตุอาหารพืชสูงกว่าปุ๋ยชนิดอื่น ในบรรดาปุ๋ยอินทรีย์โดยทั้วไป และสูงทัดเทียมกับปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์
2. ผลการใช้ปุ๋ยมูลค้างคาวนอกจากจะให้ธาตุอาหารพืชที่พอเพียงแล้ว ยังช่วยปรับปรุงคุณสมบัติของดินบางอย่างให้ดีขึ้น เช่น ทำให้ดินร่วนไม่เกาะกันแน่นเมื่อแข็งตัว ความเป็นกรด-ด่าง ของดินอยู่ในระดับที่พอเหมาะกับความเจริญเติบโตของพืช
3. การใช้มูลค้างคาวอยู่เสมอย่อมจะทำให้เชื้อแบคทีเรียในดินทำงานดีขึ้น เป็นประโยชน์แก่พืชทางอ้อมในการสลายตัวของอินทรียสาร เปลี่ยนเป็นธาตุอาหารพืชได้ง่ายขึ้น
4. ปัญหาเรื่องการขุดธาตุอาหารใช้ปริมาณน้อยอื่น ๆ หมดไป ธาตุอาหารเสริมเหล่านี้ได้แก่ ธาตุแมกนีเซียม กำมะถัน เหล็ก แมงกานีส สังกะสี ทองแดง โบรอน และโมลิบเดมั่ม จะมีอยู่เพียงพอในปุ๋ยมูลค้างคาว
5. การใช้ปุ๋ยมูลค้างคาวสม่ำเสมอติดต่อกันย่อมจะทำให้มีผลตกค้างของปุ๋ยเหลือ สะสมอยู่ในดินและค่อย ๆ สลายเป็นอาหารพืชภายหลังได้อีกด้วย
6. มูลค้างคาวเป็นมูลสัตว์ที่ให้ธาตุอาหารฟอสฟอรัส เนื่องจากเป็นสัตว์กินแมลง เหมาะสำหรับใส่ไม้ผลที่ให้กลิ่นหอม เช่น ทุเรียน ลื้นจี่ กล้วยหอม ลำไย มังคุด ละมุด ขนุน  มะม่วง เป็นต้น
7. มีการใช้มูลค้างคาวละลายน้ำ แล้วนำมัดต้นกล้าข้าวไปแช่ให้ท่วมรากก่อนนำไปปักดำเป็นวิธีที่ง่าย และสะดวก ในการให้ปุ๋ยฟอสเฟตแก่ข้าว ในการทำนาใกล้ถ้ำ มูลค้างคาวโดยเฉพาะที่ภาคใต้
8. อัตราการใช้มูลค้างคาว ควรใช้ให้น้อยกว่าปุ๋ยคอกหรือจะใช้วิธีผสมมูลค้างคาวร่วมกับปุ๋ยคอกอื่น ๆ และเศษซากพืชที่ผุพังเน่าเปื่อยแล้ว เพื่อลดความเข้มข้น ให้น้อยลงก่อนนำไปใช้ 

มูลค้างคาวมีข้อดี  หลายประการ   กล่าวได้ดังนี้
1. มีธาตุอาหารครบทั้ง 13 ชนิด   ที่พืชต้องการจากทางดิน คือ ไนโตรเจน ,ฟอสฟอรัส , โปแตสเซี่ยม , แคลเซี่ยม,  แมกนีเซี่ยม , กำมะถัน ,
โบรอน , เหล็ก,  แมงกานีส , สังกะสี , โมลิบดินั่ม , ทองแดง และ คลอรีน
2. ให้ธาตุฟอสฟอรัสมากเป็นพิเศษ ดังนั้น  จึงมีบทบาทในการเร่งให้พืชติดดอกออกผลได้ดีขึ้น  เหมาะเป็นพิเศษกับไม้ดอก  และ   สวนผลไม้
3.  การใช้มูลค้างคาวอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้เชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ทำงานได้ดีขึ้น  ทำให้เกิดการสลายตัวของอินทรีย์สาร  ธาตุอาหารพืช   ที่ถูกดินยึดไว้ละลายกลับออกมาเป็นประโยชน์ต่อพืชอีกครั้ง
4. ช่วยเพิ่มอินทรีย์วัตถุให้กับดิน  กระตุ้นการแตกราก  ทำให้ การดูดธาตุอาหาร และ น้ำ จากดินเพิ่มขึ้น  ส่งเสริมการเจริญเติบโตต่อพืช  จึงเหมาะกับพืชทุกชนิด
5.  เสริมสร้างผนังเซลล์ของพืช    ทำให้ขั้วเหนียวบำรุงต้นให้เจริญเติบโต    และช่วยป้องกันโรครากเน่า   โคนเน่า  ที่เกิดจากเชื้อราและแบคทีเรีย

บริษัท เอ็มเวบดีไซน์ จำกัด
47/552  หมู่บ้านเคซีการ์เด้นท์โฮม11 ถ.นิมิตใหม่40  แขวงสามวาตะวันออก  เขตคลองสามวา   กทม. 10510  โทร. 02-9933223
www.ขี้ค้างคาว.com  ,     www.facebook.com/BatGuano100 ,     Line ID : 0890521658       Email : batguano100@gmail.com

{module facebook}